เมื่อนกขมิ้นบินข้ามโขง

บทความนี้ผมคัดลอกมาจากนิตยสาร Secret ฉบับที่ 44 ประจำเดือนเมษายน 2553 โดยไม่ได้รับอนุญาต หากได้พบว่าเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่อนุญาตให้เผยแพร่ผมก็จะลบบทความนี้ออกไปจาก Blog นะครับ

นอกจากเนื้อหาเกี่ยวกับความขยันหมั่นเพียรและความตั้งใจไฝ่รู้เพื่อพัฒนาตนเองของตัวเอกของเรื่องแล้ว สิ่งที่ผมประทับใจในบทความนี้จนถึงกับถือวิสาสะคัดลอกมาก่อนจะขออนุญาตจากเจ้าของก็คือ ในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดในสังคมเราวันนี้ ที่มีคนเพียงต่างความคิดเห็นบางส่วนกำลังพยายามเอาชนะกัน บทความนี้กลับสื่อถึงคนสองกลุ่มที่แตกต่างกันยิ่งกว่า แต่กลับอยู่ร่วมกันอย่างยิ่งกว่า "สันติ"
อย่าว่าแต่เพียงความแตกต่างทางความคิดเลย เพราะแม้จะแตกต่างเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา ฐานะสังคมลูกจ้างนายจ้าง หากตั้งใจจะเข้าใจกัน มนุษย์ก็พร้อมจะยอมรับและให้เกียรติกันในฐานะของมนุษย์ด้วยกัน

บทความ
ชีวิตของนกขมิ้นนั้นก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า "ค่ำไหนนอนนั่น" ขอเพียงมีที่กินที่นอนไปวันๆ คนพลัดฐานพลัดถิ่นก็คงไม่กล้าหวังอะไรไปมากกว่านี้
บางทีเจ้านกขมิ้นอาจต้องปีกหักร่วงหล่นครั้งแล้วครั้งเล่า กว่าจะพบ "รัง" อันอบอุ่นไม่ต่างจากบ้านที่จากมา

"ผมเข้ามาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่อายุ 17 ปี เพราะแม่สุขภาพไม่ค่อยดี ที่บ้านเราทำนาได้ข้าวกินก็จริง แต่ไม่มีเงินให้แม่รักษาตัวเลย พอดีน้าสาวที่เคยมาทำงานในเมืองไทยเขาให้ผมลองเข้ามาบ้าง เพราะรายได้ดีกว่าที่ลาว ผมเลยตัดสินใจจากบ้านมา"

แม้จะมาจากแขวงจำปาสักมาปักหลักอยู่กลางเมืองระยองได้สามปีแล้ว แต่สำเนียงเสียงพูดของ เพชร รัตนไทร ยังคงกลิ่นอายภาษาลาวอยู่ครบถ้วน สำเนียงเสียงแปร่งๆของเขายิ่งพูดยิ่งน่าฟัง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแรงงานต่างด้าวชาวลาวนามว่า "บักเพชร" จึงกลายเป็น "น้องเพชร" ขวัญใจลูกค้าส้มตำ "บ้านดิน" ได้ไม่ยาก

"ตอนเข้ามาแรกๆยังเด็กอยู่ด้วย แล้วยังเข้ามาทำงานกับกลุ่มเพื่อนที่รักสนุกอีกต่างหาก ช่วงแรกที่เข้ามาเมืองไทยผมก็สนุกอย่างเดียว จำได้ว่าส่งเงินกลับไปบ้านครั้งเดียวแล้วก็เงียบหายจ้อยไปเลย"

ว่ากันว่า คนที่จากบ้านมาไกลหัวใจจะไร้ทิศทาง อ่อนไหวไม่หนักแน่น สามปีก่อนของเพชรก็เป็นเช่นนั้น เขาไม่ห่วงว่าพ่อแม่จะเป็นกังวล ก้มหน้าก้มตาหาเงินและใช้ๆๆอย่างไม่มีจุดหมาย ความยับยั้งชั่งใจดูเหมือนจะหล่นหายไปตามระยะทาง

"ผมเริ่มงานแรกในตำแหน่งเด็กล้างจานในร้านอาหารกลางคืน เคยล้างจานจนเป็นลมมาแล้วเพราะผมสุขภาพไม่แข็งแรงเท่าไหร่ แต่เชื่อไหมว่า แม้ทำงานเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่พอได้เงินมาผมกลับใช้ไปเพื่อความสนุกอย่างเดียว"

ไม่ใช่ความสนุกอย่างเดียวหรอก เพชรยังใช้เงินแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์อีกด้วย ค่าแรงเกินร้อยมานิดหน่อยนั้น เจ้าหนูเอาลงเหวที่ชื่อว่า "การพนัน" จนหมดสิ้น เพียงเพราะเชื่อคำเพื่อนว่าการพนันจะทำให้ได้เงินมาง่ายๆ

"ตอนนั้นใจเราอยู่ที่เงินอย่างเดียว คิดแค่ว่าทำยังไงให้ได้เงินเยอะๆ แต่ขึ้นชื่อว่าการพนัน ได้ไม่นานก็เสีย ผมจึงเริ่มได้สติ เริ่มคิดถึงสัญญาที่บอกแม่ไว้ว่าจะส่งเงินกลับไปให้ "
"ผมตัดสินใจหางานใหม่ คิดว่าต้องเอาตัวเองออกจากการพนันให้ได้ ไม่อย่างนั้นชีวิตต้องแย่แน่ๆ พอได้งานที่นี่ผมก็ออกจากงานเก่าทันทีทั้งที่เงินทองก็ยังเบิกไม่ครบ ตอนนั้นคิดเพียงว่า ไปหางานใหม่ ไปตายเอาดาบหน้า"

โชคดีที่ "ดาบหน้า" ของเพชรไม่ได้พาหนุ่มน้อยจากแดนลาว "ไปตาย" อย่างที่ว่า เขาเริ่มนับหนึ่งอีกครั้งจากตำแหน่งเด็กล้างจาน ก่อนที่ความขยันและช่างจำจะพาเด็กหนุ่มไต่เลาะจากเด็กล้างจาน เด็กเสิร์ฟ เด็กหั่นผัก จากแรงงานต่างด้าวที่เข้ามารับจ้างอย่างสะเปะสะปะ วันนี้เพชรยืนอยู่ในตำแหน่งพ่อครัวตัวหลักของร้าน
ลูกค้าคนแล้วคนเล่าอิ่มอร่อยไปกับรสมือและความตั้งอกตั้งใจของพ่อครัวชาวลาวคนนี้ ท่วงท่าที่ชำนิชำนาญและมือไม้ที่หยิบจับครกสากอย่างไม่ขัดไม่เขินทำให้ลูกค้าหลายคนอดชื่นชมไม่ได้

วันนี้ไม่มีใครจะมาดูถูกเขาได้อีกแล้ว

"ผมเริ่มจากการทำกับข้าวกินกันเอง แล้วก็สังเกตจากพี่เจ้าของร้าน ดูและจำว่าเขาใส่อะไรบ้าง ใส่อย่างละเท่าไหร่ หลังปิดร้านผมลองตำให้เพื่อนๆในร้านกิน ให้พี่
ดอ๋เจ้าของร้านชิม ติกันไปติกันมาจนเริ่มจำได้ว่าใส่อะไรเท่าไหร่ถึงจะอร่อย"

ใส่ใจและจดจำ คำนี้คือกุญแจแห่งวิชาชีพของแรงงานต่างด้าวที่ไม่เคยผ่านรั้วโรงเรียน เพราะฉนั้นอย่าได้ไปถามถึงตำราอาหารจากพ่อครัวคนนี้ เพราะชีวิตหลังครกและเตาของเขามีแต่คำว่าจำ จำ และจำ
แต่ไม่ใช่ปัญหาสำหรับที่นี่ ที่ที่รู้ดีว่าความสามารถไม่จำเป็นต้องมาพร้อมใบประกาศเกียรติคุณ

"ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่พี่โอ๋สอนผมเยอะครับ ไม่ใช่สอนให้ตำส้มตำอร่อยนะ แต่สอนให้ใช้ชีวิตดีๆ พอเห็นผมทำงานหนักแล้วส่งเงินกลับบ้านจนแทบไม่เหลือไว้ใช้ พี่โอ๋แนะนำว่า ลองให้รางวัลตัวเองบ้าง ไปดูหนัง ไปกินไอติมบ้าง เวลาเหนื่อยๆจะได้ไม่ท้อ ผมก็เชื่อนะ ลองไปดูหนังเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกอย่างที่พี่โอ๋บอก แต่ไม่ไหว ดูไปก็เวียนหัวไป ทำไมจอมันใหญ่จัง" (หัวเราะ)

ทุกเช้าชาวบ้านดินจะกินข้าวร่วมโต๊ะกันพร้อมหน้า พอสายเด็กๆชาวลาวจะกระจายกำลังกันทำหน้าที่อย่างไม่ขอาดไม่พร่อง โดยมี "พี่เพชร" เป็นกำลังสำคัญของร้าน

"ผมเคยถูกทดสอบว่าเงินหายในร้านบ้าง ถูกแกล้งต่อว่าที่ผมพูดเสียงเบาบ้าง บ่อยเข้าผมก็ชักจะน้อยใจเหมือนกัน แต่พี่โอ๋เฉลยว่านั่นคือการฝึกให้ผมเก่งและเป็นผู้นำ วันหนึ่งถ้าร้านขยับขยาย พี่โอ๋จะไม่ให้ผมตำแล้ว แต่จะให้ดูแลระบบระเบียบต่างๆในร้าน รวมทั้งดูแลเรื่องเรื่องเงินด้วย"

"ไม่มีใครทำงานแล้วตาย พี่โอ๋บอกผมเสมอ ซึ่งผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน แต่ละวันที่ตื่นขึ้นมาเราจึงทำงานกันเหนื่อยสุดๆ แต่สนุก ในฐานะลูกจ้างกับนายจ้าง เราไม่เคยทะเลาะขัดใจกันเรื่องพฤติกรรมที่ไม่น่ารักเลย จะมีเถียงกันนิดๆหน่อยๆก็เรื่องสูตรส้มตำเท่านั้นเอง" (หัวเราะ)
"ที่สำคัญคือ พี่โอ๋เป็นเจ้านายที่ดูแลผมและเพื่อนๆชาวลาวไม่ต่างจากน้องแท้ๆ ทั้งเป็นธุระทำเอกสารให้พวกเราอยู่ประเทศไทยอย่างสบายใจ จะไปไหนมาไหนไม่ต้องกลัวถูกจับ ใครป่วย ใครไม่สบายพี่โอ๋จะหายาดีๆให้กิน และคอยเตือนผมเสมอว่า เพชรกระเพาะอาหารไม่ดี อย่ากินน้ำอัดลมนะ"
"แค่นี้ก็พอแล้วครับที่จะทำให้คนต่างบ้านต่างเมืองอย่างผมร้สึกอบอุ่น ตราบไดที่ยังไม่ได้กลับบ้านก็ขออยุ่ที่นี่ ตำส้มตำครกนี้ต่อไปเรื่อยๆก็แล้วกันครับ"

บางทีสำหรับ "นกขมิ้น" ที่บินข้ามดงมาแสนไกล มันอาจต้องการสัมผัสกับความ "ภาคภุมิใจ" เพราะเพียงเท่านี้ก็คงมากพอที่จะทำให้นกขมิ้นตัวหนึ่งกางปีกโบยบินอย่างมั่นใจ แม้ชีวิตจะต้องร่อนเร่พเนจรต่อไปก็ตาม

ร้านนี้มีพลเมืองชั้นเดียว
หลายวันก่อนมีคนมาจ้างเพชรไปทำงาน โดยให้ค่าแรงวันละ 500 บาท โอ๋บอกว่า ถ้าเพชรอยากไปก็ไปได้นะ แต่คำที่เพชรตอบกลับมาก็คือ "พี่โอ๋ครับ ถ้าผมจะไปจากที่นี่จริงๆ ผมไปตั้งแต่วันแรกที่เขาชวนแล้วหละครับ"
ได้ยินแล้วภูมิใจมากนะ เพราะความซื่อใสและซื่อสัตย์นี่เองที่ทำให้โอ๋รู้สึกว่าระหว่างเราและเพชรรวมถึงน้องๆชาวลาวคนอื่นเป็นมากกว่านายจ้างลูกจ้าง สิ่งที่ผูกพันเราไว้ไม่ใช่แค่เงินทอง แต่คือการให้เกียรติกันในฐานะมนุษย์เท่ากัน ไม่มีความจำเป็นอะไรเลยที่เราจะบีบให้เขาเป็นพลเมืองชั้นสองของประเทศ ไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่เราจะมองเขาเป็นทาส

เวลาเขาดื้อหรือไม่น่ารักโอ๋ไม่เคยมองว่า ไอ้เด็กลาวนี่ทำไมมันดื้อจัง แต่จะมองว่าเขาก็เด็กดื้อคนหนึ่ง เป็นน้องชายหรือน้องสาวที่เราต้องสอนให้หายดื้อเท่านั้นเอง
โอ๋สอนเขาเสมอว่า เขามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีสิทธิ์ที่จะภูมิใจในตัวเอง เมื่อก่อนเวลามีลูกค้าวัยรุ่นเข้ามาในร้านพร้อมโทรศัพท์เครื่องละหลายหมื่น แต่งตัวสวยหรูหรา เด็กๆที่ร้านจะเหลือตัวนิดเดียว เพราะเขาฝังใจมาตลอดว่าเขาเป็นแค่แรงงานต่างด้าวคนหนึ่ง
หน้าที่ของโอ๋คือบอกเขาว่า "รู้ไหม เห็นสวยๆหรูๆอย่างนั้น เขาอาจไม่เคยหาเงินให้พ่อแม่ใช้สักบาทเลยก็ได้ แต่พวกเราส่งเงินให้พ่อแม่เดือนละหลายพัน เราเจ๋งกว่าตั้งเยอะ"
โอ่เคยโทรศัพท์ไปคุยกับพ่อแม่เด็กทุกคน แม้จะพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องนัก แต่จับใจความได้ประมาณว่า "ฝากลูกด้วย ลูกของเขามีบุญที่ได้มาอยู่กับโอ๋"
ตรงกันข้าม โอ๋กลับคิดว่าโอ๋มีบุญที่ได้มาเจอพวกเขา เราเสริมสร้างกัน ทุกครั้งที่เก็บร้านเสร็จเราก็เหนื่อยด้วยกัน วันหนึ่งหากเราเติบโต เราก็จะโตไปด้วยกัน

ไม่มีเส้นแบ่งว่า ฉันเป็นไทย เธอเป็นลาว เธอเป็นแรงงานต่างด้าว ฉันเป็นเจ้าของประเทศ โอ๋ดีใจกับเด็กๆทุกคนที่หา "ความภาคภุมิใจ" ของตัวเองเจอ จะได้ไม่ต้องไปอยู่ในมุขตลกเกลื่อนๆที่ดูถูกเพื่อนมนุษย์เพียงเพราะเขาพูดคนละสำเนียงกับเรา

Appointments




นัดที่รับแล้ว จะตอบกลับด้วย Email เพื่อให้ท่านทราบว่า ช่วงเวลาที่ Busy เป็นงานของท่านครับ

Trackr