คิดเล่นๆ เรื่องน้ำท่วมกับประวัติศาสตร์


ภาพ: ประวัติศาสตร์อยุธยาในแผนที่

ช่วงน้ำท่วมใหญ่คราวนี้ ทุกๆท่านคงมีแง่คิดต่างๆหลากหลายแง่มุมกันนะครับ

สำหรับผมเมื่อสักครู่ได้อ่านข้อความหนึ่งจาก twitter ทำนองว่า ถ้าอยุธยาไม่มีน้ำท่วม ป่านนี้เราคงไม่มีแผ่นดินแล้ว
ก็เป็นแง่คิดที่ผ่านตาไปหลายครั้งพอสมควร คราวนี้เลยขอคิดต่ออีกสักนิด บอกก่อนนะครับว่าเป็นแค่คิดเล่นๆใน Scenario ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง เพราะช่วงเวลานั้นได้ผ่านไปนานมากแล้ว

ชัยภูมิของกรุงศรีอยุธยา
แนวคิดที่ว่าหากอยุธยาน้ำไม่ท่วม เราคงไม่มีแผ่นดินแล้ว มาจากข้อเท็จจริงที่ว่า กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่บนฝั่งน้ำเจ้าพระยาและป่าสัก หน้าน้ำจะมีน้ำท่วมสูงจนการส่งกำลังบำรุงของพม่าเพื่อปิดล้อมทำได้ลำบาก ครั้นจะตีหักเข้ามาเลย กำลังของพม่ามีไม่มากพอจะทำแบบนั้น
จนเมื่อเสียกรุงครั้งที่สอง พม่าถึงกับต้องต่อแพ ล่องมาจากทางเหนือ เพื่อให้ปิดล้อมได้นานพอ

นั้นเป็นส่วนของยุทธวิธีที่พม่าใช้ อันนี้เป็นที่ยุติชัดเจนครับ ว่าชัยภูมิและการตั้งกำแพงเมืองของกรุงศรีอยุธยานั้น ดีมาก แข็งแกร่งจนไม่มีนครรัฐข้างเคียงแห่งไหนจะมีกำลังมากพอจะตีหักลงได้ และมีน้ำท่วมจนใช้กำลังที่น้อยลงเพื่อปิดล้อมก็ทำได้ยาก

ที่ผมมาคิดต่อ เป็นเรื่องถัดมาครับ คือ เราจะมีแผ่นดินอยู่หรือเปล่า

แนวคิดที่ว่า เราคงไม่มีแผ่นดินอยู่ หากพม่าครอบครองเราได้ มาจากแนวคิดพื้นฐานอันหนึ่งว่า ไทยและพม่า เป็นคนละชาติกัน เมื่อชาติหนึ่งเข้าครอบครองชาติหนึ่งได้ ชาติที่ถูกครอบครองก็ต้องสูญเสียความเป็นชาติไป
แต่จริงๆแล้วจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า อันนี้แหละครับ ที่เป็นประเด็นที่ผมเอามาคิดเล่นๆ

ลัทธิชาตินิยม
ก่อนจะคิดเล่นๆแบบดังๆต่อ ผมขอปูพื้นฐานสักเล็กน้อย สำหรับบางท่านที่อาจคุ้นเคยกับวิธีคิดตามแบบที่บทเรียนประวัติศาสตร์บ้านเราสอนติดต่อกันมานับสิบปีนะครับ
คือประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอุษาคเนย์ (หมายถึงเอเชียตะวันออกเฉียงไต้ ซึ่งสมัยหนึ่งเคยเรียกว่า เอเชียอาคเนย์ และต่อมาใช้คำว่า อุษา แทนคำว่า เอเชีย) ที่แบ่งเป็นประเทศแบบนี้ เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อสมัยรัชกาลที่ห้านะครับ ร้อยกว่าปีมานี่เอง

วิธีคิดแบบนี้ จึงไม่ใช่วิธีคิดแบบที่ผู้ครองนครรัฐในสมัยอยุธยาใช้คิดกันครับ

นครรัฐ
สมัยก่อนหน้านั้น เป็นการปกครองแบบ นครรัฐ คือมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองใหญ่ มีเมืองรายรอบเป็นบริวาร เมืองไหนมีอำนาจมากก็จะมีเมืองบริวารมาก เมืองไหนเป็นบริวารเมืองไหนก็ดูจากเครื่องราชบรรณาการ เกิดปีไหนไม่ส่งบรรณาการมาให้เมืองหลวง ก็ให้สงสัยว่าแข็งเมือง ต้องปราบปราม ปราบได้ก็ยังอยู่ในอำนาจ ปราบไม่ได้ มีเมืองหลวงอื่นเข้ามาช่วย ก็เสียเมืองบริวารนั้นไปให้ศูนย์อำนาจอื่น
การสู้รบในสมัยนั้นก็เป็นไปโดยแนวคิดนี้ครับ คือเพื่อรักษา หรือแม้แต่ยึดเอาเมืองประเทศราช เรื่องขอบเขตชัดเจนยังไม่มี เพราะตรงชายขอบนั้นเป็นป่าเขา จะให้คนสองนครรัฐเดินจูงมือกันปักเขตเป็นเรื่องเปลืองแรงงานและไม่เห็นประโยชน์ เอาเป็นว่าตัวเมืองที่เป็นชุมชนใหญ่ เขาขึ้นกับอำนาจของใครก็พอ
ผู้ที่ปกครองเมือง ก็ปกครองเหมือนเมืองและชาวเมืองเป็นของตนเอง ไม่พอใจใครก็เกณฑ์พลเมืองไปรบกับเมืองอื่นสักที กำลังพลและแรงงานจึงเป็นทรัพยากรสำคัญยิ่งกว่าเส้นเขตแดน ไปตีใครมาได้ก็เทครัวเข้ามาอยู่ใกล้ๆ จะได้ใช้สอยได้ง่าย
นครรัฐใหญ่ๆใช้วิธีกระชับอำนาจผ่านความเป็นเจ้าของเมืองพวกนี้ โดยอาจส่งญาติของตนเองมาครองเมือง หรือหากเจ้าผู้ครองนครนั้นเขาเข้มแข็ง จะหักหาญเอาลูกหลานตนเองไปครองเสียเองเดี๋ยวจะโดนเจี๋ยนเสียเปล่าๆก็ใช้ส่งลูกสาวไปเป็นมเหสีแทน อีกหน่อยมีลูกด้วยกันก็จะได้เป็นญาติแท้ๆไปเอง
นครรัฐเหล่านี้จึงมีลักษณะคล้ายกับสมบัติของครอบครัวผู้ครองนคร และพัฒนาจากนครรัฐเล็กๆ กลายเป็นนครรัฐที่มีเมืองประเทศราชกว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ การขยายอำนาจก็จะต้องแย่งชิงเมืองขึ้นจากนครรัฐศูนย์กลางอื่นๆ

นครรัฐเหล่านี้ก็มีที่ใหญ่ระดับเกือบคับภูมิภาค เช่นขอม ซึ่งเคยมีเมืองบริวารไกลถึงเมืองกาญจน์ ตามที่มีหลักฐานเป็นโบราณสถานปราสาทเมืองสิงห์ ต่อมาก็เสื่อมลง นครรัฐย่อยๆก็ตั้งตนเป็นอิสระเช่นในสมัยลพบุรี สุโขทัย
สุโขทัยนี่ก็เป็นนครรัฐหนึ่งนะครับ สมัยเรียนผมก็งงว่า ทำไมประวัติศาสตร์ไทยพอสมัยสุโขทัยแล้วกระโดดมาอยุธยาได้ ความจริงแล้วเป็นคนละเรื่องเลยก็ว่าได้ หากมองว่าอยุธยาสืบเนื่องจากสุโขทัยได้ ก็มองว่าสืบเนื่องจากลพบุรี หรือเมืองอื่นๆได้ด้วยตรรกะเดียวกัน

อยุธยากลายเป็นศูนย์กลางอำนาจเมื่อเจ้าผู้ครองนครจากสุพรรณบุรี ลพบุรี เข้ามาครองเมืองอโยธยา แล้วต่อมาก็ได้สถาปนาขึ้นเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งใหม่ โดยมีคู่แข่งเป็นศูนย์กลางอำนาจอีกแห่ง อยู่ที่อังวะ

นครรัฐพวกนี้ก็เป็นการรวบรวมผู้คนเข้ากับชัยภูมิ ไม่ได้มีคติชาตินิยมอย่างที่เป็นในสมัยนี้ครับ นโยบายทั้งหมดขึ้นกับผู้ครองนครซึ่งเป็นเหมือนเจ้าของนครรัฐรวมทั้งเป็นเจ้าของชีวิตพลเมืองด้วย ไม่ว่าจะมาจากไหนพูดภาษาอะไร
ถึงจะอยู่ไต้อำนาจของนครรัฐต่างกัน ต่างครอบครัวกัน แต่คนในสุวรรณภูมินี้ก็มีคติที่ใกล้เคียงกันมากครับ ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ตลอดจนอาวุธและธรรมเนียมรบก็ใกล้เคียงกัน
และที่สำคัญ มีคติของการครองจักรวรรดิ์แบบเดียวกันด้วย นั่นคือโลก (ขอบเขตคือสุวรรณภูมิ พื้นที่กว้างใหญ่ระหว่างจักรวรรดิ์จีนและอินเดีย) ย่อมมีจักรพรรดิ์เพียงพระองค์เดียว (เอกราช) นครรัฐในสุวรรณภูมิซึ่งถือคติเดียวกันนี้จึงต้องรบเพื่อแผ่พระราชอำนาจของพระมหาจักรพรรดิ์

นั่นคือ ทุกศูนย์อำนาจต่างก็เชื่อว่าตนเป็นจักรพรรดิ์แห่งดินแดนสุวรรณภูมินี้ครับ
หากไม่เกิดเหตุการณ์ล่าอาณานิคมจากยุโรป ในวันนี้เราอาจอยู่ในประเทศประเทศเดียวที่มีจีนกับอินเดียเป็นเพื่อนบ้านก็เป็นได้ เมื่อศูนย์กลางอำนาจแห่งไดแห่งหนึ่ง สามารถตั้งตนขึ้นเป็นศูนย์กลางอำนาจเดียวได้สำเร็จ

เหตุที่เรากลายเป็นประเทศไทย เป็นพม่า เป็นกัมพูชา ก็เพราะผลของจักรวรรดิ์นิยมยุโรปที่เข้ามาแบ่งเขตแดนกันตามใจตัวเอง (คนสุวรรณภูมิไม่ได้คิดแบ่งตามที่ฝรั่งคิด) เสร็จแล้วก็ปกครอง ครอบงำ ใส่แนวคิดชาตินิยมซึ่งกำลังมีอิทธิพลในยุโรปสมัยหลังยุคกลาง ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทำให้เกิดความเห็นว่านี่ไทย นี่พม่า นี่กัมพูชา เรามีประวัติศาสตร์ยาวนาน ความจริงคือประวัติศาสตร์เดียวกันเลย อยู่ที่ว่าจะมองจากราชสำนักไหน เคยมีอาณาเขตไปถึงตรงนั้นตรงนี้ ซึ่งก็ใช่อีก เพราะเราต้องการขยายจนเป็นประเทศเดียวอยู่แล้ว แล้วแต่ช่วงเวลาว่าใครเข้มแข็ง
คนที่กำลังจะเป็นประเทศเดียวกัน พอถูกแบ่งประเทศ แต่ยังมีคติเดียวกัน มันก็ยุ่งครับ เพราะอย่างที่บอก มันกำลังจะเป็นประเทศเดียวกันมาก่อน ต่างก็เลยถือว่าตนเองต้องมีดินแดนมากกว่าที่เป็นอยู่

เอกราช
ครับ หากไม่มีจักรวรรดิ์นิยมยุโรป ตอนนี้เราอาจอยู่ในประเทศหนึ่งที่มีจีนและอินเดียเป็นเพื่อนบ้าน
ไม่ว่าอยุธยาจะเสียแก่ย่างกุ้ง (นครรัฐพม่าที่ทำสงครามกับนครรัฐสยามที่กรุงศรีอยุธยา) หรือไม่ก็ตาม สิ่งนี้ก็อาจเป็นเพียงประวัติศาสตร์ของเรา ว่าครั้งนั้นดินแดนแห่งนี้ยังไม่เป็นปึกแผ่น มีการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างนครรัฐ จนวันหนึ่งมีพระมหาจักรพรรดิ์รวบรวมแผ่นดินนี้เป็นหนึ่งเดียว....

Appointments




นัดที่รับแล้ว จะตอบกลับด้วย Email เพื่อให้ท่านทราบว่า ช่วงเวลาที่ Busy เป็นงานของท่านครับ

Trackr